ผู้ป่วยสองคนได้ยาเดียวกันขนาดเท่ากัน แต่คนหนึ่งหาย อีกคนเกิดผลข้างเคียง คำอธิบายอยู่ในยีน CYP450 ที่กำหนดความเร็วการเผาผลาญยา นี่คือเภสัชพันธุศาสตร์ หัวใจของการแพทย์แม่นยำ
ในเวชปฏิบัติ เราพบเสมอว่าผู้ป่วยสองคนได้รับยาชนิดเดียวกันขนาดเท่ากัน แต่คนหนึ่งหายดี อีกคนกลับไม่ตอบสนองหรือเกิดผลข้างเคียงรุนแรง คำอธิบายส่วนใหญ่อยู่ในจีโนม โดยเฉพาะยีนที่ควบคุมเอนไซม์เผาผลาญยาในตับ
ยาส่วนใหญ่ถูกเผาผลาญโดยเอนไซม์ตระกูล Cytochrome P450 (CYP450) ความแปรผันของยีนทำให้คนเราแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ:
ตัวอย่างที่ใช้จริงในคลินิก เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด clopidogrel ต้องอาศัยยีน CYP2C19 ในการเปลี่ยนเป็นรูปออกฤทธิ์ (ผู้ที่มี CYP2C19*2/*3 ตอบสนองยาได้น้อยลงและเสี่ยงเหตุการณ์หัวใจมากขึ้น) หรือยา warfarin ที่ขนาดยาเหมาะสมขึ้นกับยีน VKORC1 และ CYP2C9 ส่วนยีน CYP2D6 เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญยาราว 20% ที่ใช้บ่อย เช่น ยาแก้ปวดและยาต้านซึมเศร้า
การตรวจ PGx ช่วยให้แพทย์เลือกยาและขนาดที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ลดการลองผิดลองถูกและผลข้างเคียง นี่คือก้าวสำคัญของการแพทย์แม่นยำ ซึ่งวางอยู่บนรากฐานเดียวกับการเข้าใจพันธุกรรมพื้นฐาน เช่นเดียวกับยีนเมแทบอลิซึมอื่น ๆ อย่าง ยีน MTHFR และระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การตรวจ HLA ที่สัมพันธ์กับการแพ้ยาบางชนิด
ห้ามปรับหรือหยุดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด ผล PGx ต้องตีความโดยแพทย์หรือเภสัชกรร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ เสมอ ยีนเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่กำหนดการตอบสนองต่อยา รวมถึง ระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ด้วย
ยุคของ "ยาขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน" กำลังจะกลายเป็นอดีต อนาคตคือการสั่งยาที่ออกแบบมาเพื่อจีโนมของผู้ป่วยแต่ละคน และทุกครั้งที่เราถอดรหัสพันธุกรรมเพิ่มขึ้น เราก็เข้าใกล้การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดมากขึ้น เริ่มเข้าใจร่างกายของคุณได้จาก การตรวจ DNA
1. ตรวจ PGx แล้วปรับยาเองได้เลยไหม?
ไม่ใช่ PGx ช่วยบอกแนวโน้มการตอบสนองต่อยา แต่การตัดสินใจสุดท้ายต้องเป็นของแพทย์ร่วมกับข้อมูลทางคลินิก
2. ต้องตรวจซ้ำทุกครั้งที่จะใช้ยาไหม?
ตรวจครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะยีนไม่เปลี่ยน ผลจึงใช้อ้างอิงได้เมื่อต้องสั่งยาใหม่ในอนาคต
3. ปรับยาเองตามผล PGx ได้ไหม?
ไม่ควรอย่างยิ่ง ต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ตีความผลและปรับการรักษาเสมอ