WGS อ่านจีโนมเกือบทั้งหมด ส่วน WES เจาะเฉพาะส่วนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีน (~1–2%) บทความนี้เทียบขอบเขต ต้นทุน ความลึก และแนวทางเลือกใช้แต่ละแบบ
สวัสดีครับ ผมในฐานะแพทย์ที่ทำงานกับข้อมูลพันธุกรรม มักถูกถามบ่อยว่า "ถ้าจะตรวจดีเอ็นเอให้ละเอียด ควรตรวจทั้งจีโนมไปเลยไหม หรือตรวจแค่บางส่วนก็พอ" คำถามนี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปครับ เพราะ whole-genome และ whole-exome sequencing ถูกออกแบบมาตอบโจทย์คนละแบบ ในบทความนี้ผมจะพาไปดูว่าแต่ละเทคนิคอ่านอะไรบ้าง ต้นทุนและความลึกต่างกันอย่างไร และเมื่อไรที่แบบหนึ่งเหมาะกว่าอีกแบบ
จีโนมมนุษย์มีราว 3 พันล้านคู่เบส แต่ส่วนที่ถูก "ถอดรหัสเป็นโปรตีน" จริง ๆ คือ exon ที่มารวมกันเรียกว่า exome ซึ่งกินพื้นที่เพียงประมาณ 1–2% ของจีโนมทั้งหมด ที่เหลือเป็น intron และบริเวณระหว่างยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือยังไม่ทราบหน้าที่แน่ชัด
เหตุผลที่ exome สำคัญเกินสัดส่วนพื้นที่ คือความแปรผันที่ก่อโรคทางพันธุกรรมชนิดเมนเดเลียนที่เรารู้จักในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ตกอยู่ในบริเวณที่ถอดรหัสเป็นโปรตีน ดังนั้นการอ่านเฉพาะ exome จึงจับ variant ที่ตีความได้ทางคลินิกไว้ได้เป็นสัดส่วนสูง โดยใช้ข้อมูลน้อยกว่ามาก
ความต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตของสิ่งที่ถูกอ่าน
พูดง่าย ๆ คือ WES เหมือนอ่านเฉพาะ "บทสำคัญ" ของหนังสือ ส่วน WGS อ่านทั้งเล่มรวมทั้งเชิงอรรถและช่องว่างระหว่างบท
เรื่องต้นทุนกับ coverage เป็นสิ่งที่มักเข้าใจสลับกัน ผมขอแยกให้ชัดครับ
ในทางปฏิบัติ การเลือกขึ้นกับคำถามที่ต้องการตอบครับ
อนึ่ง การตรวจเชิงสืบเชื้อสายหรือ direct-to-consumer หลายแบบใช้เทคโนโลยีคนละกลุ่ม (เช่น SNP genotyping array) ซึ่งอ่านเฉพาะตำแหน่งที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การอ่านลำดับทั้ง exome หรือทั้งจีโนม หากสนใจเรื่องนี้ ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความการวิเคราะห์ดีเอ็นเอเชิงบรรพบุรุษ
สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยัง "ไม่ได้บอก" เป็นเรื่องที่ผมอยากเน้นครับ
1. WES กับ WGS ต่างกันหลัก ๆ ตรงไหน
WES อ่านเฉพาะ exome คือส่วนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีน ราว 1–2% ของจีโนม ส่วน WGS อ่านเกือบทั้งจีโนมรวมทั้ง intron และบริเวณควบคุมยีน WGS จึงครอบคลุมกว่าและตรวจจับความแปรผันโครงสร้างได้ดีกว่า แต่มีต้นทุนและปริมาณข้อมูลสูงกว่า
2. ถ้าจะตรวจหาโรคทางพันธุกรรม ควรเริ่มด้วยแบบไหน
หลายกรณีที่สงสัยโรคเมนเดลียนที่มีสาเหตุในยีน coding มักเริ่มด้วย WES เพราะคุ้มค่าและจับ variant ก่อโรคที่รู้จักได้ในสัดส่วนสูง หากผลเป็นลบแต่ยังสงสัยสูง หรือคาดว่าสาเหตุอยู่นอกบริเวณ coding แพทย์อาจพิจารณา WGS ต่อ ทั้งนี้ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือที่ปรึกษาพันธุศาสตร์
3. WGS แพงกว่าเสมอไปหรือไม่
โดยทั่วไป WGS ยังมีต้นทุนต่อตัวอย่างสูงกว่า WES แม้ราคาจะลดลงต่อเนื่อง นอกจากค่าตรวจแล้ว WGS ยังต้องใช้พื้นที่จัดเก็บและกำลังประมวลผลในการวิเคราะห์มากกว่าด้วย จึงควรพิจารณาต้นทุนรวมไม่ใช่แค่ค่าตรวจ
4. ตรวจ WGS แล้วจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพเลยไหม
ไม่ครับ WGS อ่านลำดับได้กว้างก็จริง แต่ยังมีบริเวณที่อ่านยาก และ variant จำนวนมากยังตีความไม่ได้ชัด (VUS) การมี variant เสี่ยงมักหมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและปรับเปลี่ยนได้ ไม่ใช่คำพิพากษา ควรแปลผลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเสมอ