ยีน FADS1 และ FADS2 เป็นตัวกำหนดว่าร่างกายเปลี่ยนโอเมก้า-3 จากพืช (ALA) ไปเป็น EPA และ DHA ได้ดีแค่ไหน คนที่มีสายพันธุ์ประสิทธิภาพต่ำอาจได้ประโยชน์จากแหล่ง EPA/DHA โดยตรงมากกว่า
สวัสดีครับ ผมในฐานะทีมแพทย์ของ Geneus DNA เจอคำถามนี้บ่อยมากครับว่า "กินเมล็ดแฟลกซ์กับเจียทุกวันแล้ว ทำไมค่าโอเมก้า-3 ในเลือดยังไม่ขึ้น?" คำตอบส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในยีนกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า FADS ครับ วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่ายีนนี้ทำงานอย่างไร ทำไมคนสองคนกินอาหารเหมือนกันแต่ได้ EPA/DHA ไม่เท่ากัน และข้อมูลนี้ช่วยให้เราเลือกแหล่งโอเมก้า-3 ได้ฉลาดขึ้นอย่างไร
เวลาพูดถึง "โอเมก้า-3" จริง ๆ แล้วเรากำลังพูดถึงกรดไขมันหลายตัวที่ต่างกันครับ ตัวหลักที่ควรรู้จักมีสามตัว
ประเด็นคือประโยชน์ต่อสุขภาพส่วนใหญ่ที่เราได้ยินกัน โดยเฉพาะด้านหัวใจและสมอง มาจาก EPA และ DHA เป็นหลัก ส่วน ALA จากพืชนั้น ร่างกายต้อง "แปลง" ให้เป็น EPA/DHA ก่อนถึงจะใช้ประโยชน์แบบนั้นได้ และตรงนี้เองที่ยีน FADS เข้ามามีบทบาท
ยีน FADS1 และ FADS2 อยู่ติดกันบนโครโมโซมคู่ที่ 11 และสร้างเอนไซม์สองตัวที่ชื่อ delta-5 desaturase (จาก FADS1) และ delta-6 desaturase (จาก FADS2) ครับ เอนไซม์คู่นี้ทำหน้าที่เหมือน "เครื่องจักรในสายการผลิต" ที่ค่อย ๆ ต่อสายและเติมพันธะให้ ALA จนกลายเป็น EPA แล้วเดินหน้าต่อไปเป็น DHA
ปัญหาคือขั้นตอนนี้มีประสิทธิภาพต่ำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ งานวิจัยในมนุษย์ประเมินว่าโดยเฉลี่ยเราเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA ได้เพียงราว ๆ 5–10% และไปเป็น DHA ได้ต่ำกว่า 1% โดยผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักเปลี่ยนได้ดีกว่าผู้ชายเล็กน้อยจากอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อการเปลี่ยนต่ำอยู่แล้ว ความแตกต่างทางพันธุกรรมจึงยิ่งสำคัญ เพราะมันอาจดันตัวเลขนี้ให้ต่ำลงไปอีก
ความแปรผันของลำดับพันธุกรรมจุดเดียว หรือ SNP ในบริเวณยีน FADS (ตัวที่ถูกศึกษาบ่อย เช่น rs174537, rs174546 และ rs174575) สัมพันธ์กับความว่องไวของเอนไซม์ desaturase ครับ พูดง่าย ๆ คือ
ที่น่าสนใจคือความถี่ของสายพันธุ์เหล่านี้แตกต่างกันตามเชื้อชาติและบรรพบุรุษ ซึ่งสะท้อนการปรับตัวต่ออาหารในอดีต นี่คือตัวอย่างที่ดีของ nutrigenomics หรือโภชนพันธุศาสตร์ ที่ศึกษาว่ายีนกับอาหารมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร
ถ้าดูจากกลไกข้างต้น กลุ่มคนต่อไปนี้มีเหตุผลที่จะพิจารณาแหล่ง EPA/DHA สำเร็จรูป มากกว่าจะหวังพึ่ง ALA จากพืชอย่างเดียวครับ
แหล่ง EPA/DHA โดยตรงที่พบบ่อยได้แก่ ปลาทะเลไขมันสูง (แซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน) น้ำมันปลา และน้ำมันสาหร่ายสำหรับคนที่ไม่กินปลา ข้อดีของแหล่งเหล่านี้คือ "ข้ามด่านคอขวด" ของเอนไซม์ desaturase ไปเลย ร่างกายจึงไม่ต้องพึ่งประสิทธิภาพของยีน FADS มากนัก
ผมอยากให้เข้าใจตรงกันครับว่า ความรู้เรื่องยีน FADS มีข้อจำกัดที่ต้องระวังในการตีความ
สรุปคือ ข้อมูลยีน FADS เป็น "หนึ่งในหลายชิ้นส่วนของภาพ" ที่ช่วยให้เราเลือกแหล่งโอเมก้า-3 ได้เหมาะกับตัวเองขึ้น ไม่ใช่คำตัดสินสุขภาพ และก่อนเริ่มอาหารเสริมหรือปรับโภชนาการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวหรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอครับ แนวคิดการใช้พันธุกรรมมาช่วยวางแผนแบบนี้ยังใช้ได้กับสารอาหารอื่นด้วย เช่น พันธุกรรมกับวิตามินดี
1. ยีน FADS คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกับโอเมก้า-3
FADS1 และ FADS2 เป็นยีนที่สร้างเอนไซม์ desaturase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนโอเมก้า-3 สายสั้นจากพืช (ALA) ไปเป็น EPA และ DHA สายยาวที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้จริง ความแปรผันของยีนนี้ทำให้แต่ละคนแปลงได้มากน้อยต่างกัน แม้กินอาหารเหมือนกัน
2. ถ้าฉันมีสายพันธุ์ FADS แบบเปลี่ยนได้ช้า ควรทำอย่างไร
หมายความว่าการพึ่ง ALA จากพืชอย่างเดียว เช่น เมล็ดแฟลกซ์หรือเจีย อาจให้ EPA/DHA ไม่พอ จึงควรพิจารณาแหล่งตรง เช่น ปลาทะเลไขมันสูง น้ำมันปลา หรือน้ำมันสาหร่ายสำหรับคนไม่กินปลา และควรยืนยันด้วยการตรวจ Omega-3 Index ร่วมกับคำแนะนำของแพทย์
3. คนกินมังสวิรัติหรือวีแกนควรกังวลเรื่องนี้ไหม
เป็นกลุ่มที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้รับ EPA/DHA จากปลาโดยตรง และต้องพึ่งการแปลง ALA ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ ทางเลือกที่ดีคือน้ำมันสาหร่าย (algae oil) ที่ให้ EPA/DHA จากพืชโดยตรง
4. ผลตรวจยีน FADS ใช้แทนการตรวจเลือดได้ไหม
ไม่ได้ทดแทนกันครับ ยีนบอก "แนวโน้ม" ของประสิทธิภาพการแปลง ส่วนการตรวจ Omega-3 Index บอก "สถานะจริง" ในปัจจุบัน ทั้งสองอย่างใช้ร่วมกันจะช่วยวางแผนโภชนาการได้แม่นยำขึ้น