ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นภาวะทางพันธุกรรมแบบ X-linked ที่พบบ่อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการจนกว่าจะเจอตัวกระตุ้นอย่างถั่วปากอ้าหรือยาบางชนิด มาเข้าใจว่าทำไมจึงสำคัญและต้องเลี่ยงอะไรบ้าง
สวัสดีครับ ผมในฐานะทีมแพทย์ของ Geneus DNA อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับภาวะที่ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วอยู่ใกล้คนไทยมากอย่าง ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ครับ หลายครอบครัวรู้จักภาวะนี้ครั้งแรกตอนลูกแรกเกิดมีอาการตัวเหลือง หรือตอนที่ผู้ใหญ่ในบ้านกินยาบางชนิดแล้วเกิดปัสสาวะสีเข้มขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องนี้ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงได้จริง และเป็นตัวอย่างที่ดีว่าข้อมูลพันธุกรรมนำมาใช้ดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้อย่างไรครับ
เอนไซม์ G6PD เป็นเอนไซม์ตัวแรกในวิถีเพนโทสฟอสเฟต (pentose phosphate pathway) ทำหน้าที่สร้างสาร NADPH ซึ่งเป็นเสมือน "โล่กันสนิม" ให้เม็ดเลือดแดง โดย NADPH ช่วยฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระอย่างกลูตาไธโอน (glutathione) ให้พร้อมกำจัดความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) อยู่ตลอดเวลา
เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่พิเศษตรงที่ ไม่มีนิวเคลียสและไมโทคอนเดรีย จึงพึ่งพาวิถีนี้เกือบทั้งหมดในการป้องกันตัวเองจากสารออกซิแดนต์ เมื่อเอนไซม์ G6PD ทำงานได้น้อยกว่าปกติ เม็ดเลือดแดงจะเปราะบางเป็นพิเศษเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์ ทำให้เกิด ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) ตามมา อาการที่อาจพบได้ เช่น อ่อนเพลีย ตัวซีดหรือเหลือง ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำโคล่า และในรายที่รุนแรงอาจซีดลงอย่างรวดเร็วจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ยีน G6PD อยู่บนโครโมโซม X ภาวะนี้จึงถ่ายทอดแบบ X-linked ครับ ผู้ชายมีโครโมโซม X เพียงเส้นเดียว หากได้รับยีนที่พร่องมาก็มักแสดงอาการชัด ส่วนผู้หญิงมีโครโมโซม X สองเส้น ผู้หญิงที่มียีนพร่องเพียงเส้นเดียวจะเป็น "พาหะ" แต่ด้วยกลไกการปิดการทำงานของโครโมโซม X แบบสุ่ม (X-inactivation) ผู้หญิงบางคนก็สามารถมีระดับเอนไซม์ต่ำและเกิดอาการได้เช่นกัน จึงไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องของผู้ชายเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ ภาวะนี้พบชุกในภูมิภาคที่เคยมี มาลาเรีย ระบาดหนัก ทั้งแอฟริกา เมดิเตอร์เรเนียน ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการพร่อง G6PD อาจให้ความได้เปรียบบางส่วนในการต้านเชื้อมาลาเรีย จึงถูกคัดเลือกให้คงอยู่ในประชากรเหล่านี้ผ่านวิวัฒนาการ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาวะนี้พบได้ไม่น้อยในคนไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองทารกแรกเกิดในหลายพื้นที่
หัวใจของการดูแลภาวะพร่อง G6PD คือ การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น ที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์ ซึ่งแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลักครับ
ยาหลายกลุ่มอาจกระตุ้นการแตกของเม็ดเลือดแดงในผู้ที่พร่อง G6PD ตัวอย่างที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่
สิ่งสำคัญคือ อย่าซื้อยากินเอง และควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่าตนเองมีภาวะพร่อง G6PD ก่อนรับยาใหม่ เพราะบางรายการเป็นยาที่ใช้บ่อยและซื้อได้ตามร้านขายยา ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับเรื่อง เภสัชพันธุศาสตร์ (pharmacogenomics) ที่ศึกษาว่าพันธุกรรมของแต่ละคนมีผลต่อการตอบสนองต่อยาอย่างไร และยังต่างจาก การแพ้ยาที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ซึ่งเป็นคนละกลไกกันครับ
ผมอยากให้เข้าใจตรงกันว่า การมีภาวะพร่อง G6PD ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีอาการรุนแรงเสมอไป ความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดของการกลายพันธุ์ (มีหลายสายพันธุ์ที่ระดับเอนไซม์ต่างกัน) ปริมาณและชนิดของตัวกระตุ้น รวมถึงปัจจัยเฉพาะบุคคล คนจำนวนมากใช้ชีวิตได้ตามปกติหากหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นได้ดี
ในทางกลับกัน รายชื่อยาและอาหารที่ควรเลี่ยงในแต่ละแหล่งข้อมูล อาจไม่ตรงกันทั้งหมด และหลักฐานความเสี่ยงของยาบางตัวยังมีระดับความชัดเจนต่างกัน บางชนิดปลอดภัยในขนาดปกติแต่มีความเสี่ยงเมื่อใช้ขนาดสูง จึงไม่ควรตัดสินใจเองจากรายการบนอินเทอร์เน็ต การตรวจพันธุกรรมหรือการวัดระดับเอนไซม์เป็นเพียง ข้อมูลประกอบหนึ่ง ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษาที่สมบูรณ์ในตัวเอง ทุกครั้งที่มีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรืออ่อนเพลียเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ และควรวางแผนการใช้ยาร่วมกับแพทย์และเภสัชกรเสมอครับ
1. ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD รักษาให้หายขาดได้ไหม
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เพราะเป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตได้ตามปกติหากหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก การดูแลจึงเน้นที่การป้องกันมากกว่าการรักษาเมื่อเกิดอาการแล้ว
2. ผู้หญิงเป็นภาวะพร่อง G6PD ได้หรือไม่
ได้ครับ แม้จะพบอาการชัดในผู้ชายมากกว่าเพราะเป็นการถ่ายทอดแบบ X-linked แต่ผู้หญิงที่เป็นพาหะก็สามารถมีระดับเอนไซม์ต่ำและเกิดอาการได้ จากกลไกการปิดการทำงานของโครโมโซม X แบบสุ่ม จึงควรระวังตัวกระตุ้นเช่นเดียวกัน
3. ถ้ามีภาวะพร่อง G6PD กินยาพาราเซตามอลได้ไหม
โดยทั่วไปยาที่ใช้บ่อยหลายชนิดในขนาดปกติมักปลอดภัย แต่ความเสี่ยงของยาแต่ละตัวแตกต่างกันและข้อมูลบางส่วนยังไม่ชัดเจน ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือแจ้งแพทย์และเภสัชกรว่าตนเองมีภาวะนี้ก่อนรับยาใหม่ทุกครั้ง และไม่ซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษา
4. จะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองมีภาวะพร่อง G6PD
ตรวจได้จากการวัดระดับการทำงานของเอนไซม์ G6PD ในเลือด หรือการตรวจทางพันธุกรรมเพื่อดูการกลายพันธุ์ของยีน หลายพื้นที่มีการคัดกรองในทารกแรกเกิดอยู่แล้ว หากสงสัยหรือมีประวัติครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจที่เหมาะสม